Thursday, February 6, 2014

Stalker and Stalking

Stalker and Stalking

(บทความตีพิมพ์ในวารสาร Health Today ประเทศไทย)
           คิดว่าในเดี๋ยวนี้คำว่าสตอร์คเกอร์หรือ stalker (ขอใช้ทับศัพท์น่าจะสะดวกกว่า) นั้นคงเป็นศัพท์ที่ใคร ๆ ก็รู้จักและได้ยิน และคิดว่าหลาย ๆ คนอาจจะเคยมีประสบการณ์ตรงจากการถูกติดตามมาแล้วด้วยซ้ำ หรืออย่างน้อยก็อาจจะได้ยินข่าวที่ว่าดาราบางคนเคยถูกติดตามมาแล้วด้วย

อันดับแรกจะขออธิบายความแตกต่างของคำศัพท์จากพจนานุกรมได้ดังนี้
Stalking เป็นคำนาม แปลได้ว่า การเดินย่องตาม การติดตาม
Stalk เป็นคำกริยา  แปลว่าการติดตาม
Stalker เป็นคำนาม แปลว่า ผู้เดินย่องตาม ผู้ติดตาม



อะไรคือ Stalking
            Stalking คือพฤติกรรมที่มีการรุกรานผู้อื่นซ้ำ ๆ อันทำให้เกิดความกลัวหรือรบกวนต่อผู้อื่น โดยพฤติกรรมที่รุกรานนี้เป็นไปได้ทั้ง การแอบติดตาม ดักรอ แอบดู การพยายามติดต่อด้วยไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์ SMS จดหมาย อีเมล์ การให้ของ การทิ้งโน๊ตให้ หรือกระทั้งการพูดคุยต่อหน้า ในยุคอินเตอร์เน็ตนี้ การรุกรานนั้นเริ่มพัฒนาไปเป็นแนวใหม่ ๆ มากขึ้นเช่น ไปเขียนข้อความให้ใน hi5, face book หรืออื่น ๆ การเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ถูกติดตามไว้ใน blog, web board หรือเขียนส่งไปให้คนอื่น ๆ เป็นต้น

Stalking พบได้บ่อยแค่ไหน
               มีการศึกษาไม่มากเกี่ยวกับเรื่อง stalking แต่ส่วนใหญ่พบว่าพฤติกรรม Stalking นั้นพบได้ไม่น้อย  มีการศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้หญิง 8-22% เคยเจอการ stalking มาแล้ว ในผู้ชายพบน้อยกว่าที่ 2-8% 
โดยส่วนใหญ่นั้นผู้ที่ถูกติดตามจะเป็นผู้หญิง (70-80%) เป็นผู้ชาย 20-30% ในขณะที่ผู้ติดตาม (Stalker) นั้นส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย (80-85%)
            การติดตามนั้นส่วนใหญ่เป็นการติดตามเพศตรงข้ามคือผู้ชายตามผู้หญิง มีแค่ 20-25% เท่านั้นที่ผู้ติดตามและผู้ถูกติดตามเป็นเพศเดียวกันซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายตามผู้ชาย

ผลกระทบต่อผู้ถูกติดตาม
               โดยพฤติกรรมของการ stalking นั้นเป็นการรุกรานและรบกวนอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ผู้ที่ถูกติดตามมักจะมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตไม่มากก็น้อย ทำให้เกิดความกลัว ความระแวง ตื่นตระหนก หงุดหงิด นอนไม่หลับหรือแม้กระทั่งซึมเศร้าได้ ผลกระทบต่อจิตใจนั้นจะมีมากขึ้นเมื่อการติดตามเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน มีการศึกษาหนึ่งพบได้ว่าผู้ที่ถูกติดตาม 44% มีอาการวิตกกังวล 41% มีอาการนอนไม่หลับ 28% มีอาการซึมเศร้า
               นอกจากนี้บางกรณีการรุกรานนั้นยังรุนแรงจนถึงการทำลายข้าวของหรือทำร้ายร่างกายผู้ถูกติดตามได้ได้


การแบ่งประเภทของ Stalker
            มีการแบ่งประเภทของ Stalker หลาย ๆ แบบ เพื่อที่จะสามารถเข้าใจและอธิบายได้ง่าย ในบทความนี้จะแบ่งประเภทของ Stalker ตามแบบของ Mullen ซึ่งแบ่งประเภทของ Stalker เป็น 5 กลุ่มดังนี้

1. ผู้ถูกปฏิเสธ The rejected
            เป็นกลุ่มที่เคยสนิทหรือมีความสัมพันธ์กันมาก่อน ส่วนใหญ่เป็นอดีตคนรัก บางกรณีก็เป็นเพื่อนสนิทที่แอบรัก พฤติกรรมการติดตามเริ่มจากการถูกปฏิเสธความสัมพันธ์ การบอกเลิก แรงจูงใจของพฤติกรรมติดตามนั้นเกิดจากความต้องการที่จะคืนดีกลับไปเป็นเหมือนเดิม หรือจากความโกรธแค้น หรือทั้งสองอย่างผสมกัน นอกจากนั้นเมื่อติดตามไปได้สักระยะ การติดตามกลายเป็นการชดเชยความสัมพันธ์ที่ขาดหายไป บางครั้งก็กลายเป็นความพึงพอใจที่ได้รุกรานและควบคุมอีกฝ่าย
               โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้ไม่ได้เป็นผู้ที่มีโรคทางจิตเวช แต่อาจมีปัญหาในเรื่องการยึดติดกับคนอื่น self esteem ต่ำ การควบคุมจิตใจตัวเองไม่ดี
               กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการทำร้ายร่างกายผู้ถูกติดตาม และการติดตามมักเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน

2. ผู้แสวงหาความรัก The intimacy seeker
            เป็นกลุ่มที่การติดตามนั้นทำเพื่อความรัก ชักนำด้วยความหวังที่จะสมหวังในความรัก ในกลุ่มนี้ stalker มีได้ตั้งแต่ผู้ถูกติดตามเองไม่รู้จัก stalker เลย จนถึงพอที่จะรู้จักบ้างเช่น ทำงานที่เดียวกัน เคยพบกันบ้าง ในกลุ่มนี้อาจแบ่งได้เป็น
               Private stranger คือ stalker เป็นคนแปลกหน้าที่พบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น เคยเดินเจอกัน ทำงานหรือเรียนที่เดียวกัน
               Public stranger คือ ผู้ถูกติดตามเป็นคนที่พบได้ตามสื่อ ส่วนใหญ่ก็เป็นดารา โดยที่เจ้าตัวเองไม่ได้รู้จักตัว stalker เลยด้วยซ้ำ
               ในกลุ่มนี้นั้น stalker ส่วนหนึ่งเป็นวัยรุ่น ที่เป็นแฟนดาราหรือนักร้องคนนั้นอย่างมาก ๆ ชนิดคลั่งไคล้ จนนำไปสู่พฤติกรรมติดตาม หรือเป็นการตกหลุมรักอย่างมาก ๆ  ในขณะที่อีกส่วนหนึ่ง  เกิดจากโรคทางจิตเวช เช่นโรคจิตเภท (schizophrenia) โรค delusional disorder หรือโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) โดยที่ผู้ติดตามมักมีอาการหลงผิดแบบ erotomanic

3. ผู้ขาดทักษะ The incompetent suitor
               กลุ่มนี้คือผู้ติดตามเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ โดยความสัมพันธ์ที่ต้องการนี้อาจเป็นได้ทั้งแบบคนรัก หรือแค่แบบเพื่อนธรรมดาก็ได้  โดยผู้ติดตามในกลุ่มนี้จะขาดทักษะในการเข้าสังคมและการสร้างความสัมพันธ์ การติดตามในกลุ่มนี้มักเกิดขึ้นไม่นานก็หายไป มักไม่พบพฤติกรรมรุนแรงหรือการทำร้ายร่างกาย
               โดย stalker ในกลุ่มนี้มักเป็นวัยรุ่นชายที่ดูขี้อาย งก ๆ เงิ่น ๆ  เก้ ๆ กัง ๆ ออกแนวเด็กเนิร์ด ไม่เก่งในการเข้าหาคนเข้าหาสังคม กับอีกพวกหนึ่งเป็นกลุ่มที่มีปัญหาทางจิตเวชที่ทำให้ทักษะการเข้าสังคมไม่ดี เช่น ไอคิวไม่ดี เป็นกลุ่มโรค autistic โรค Asperger เป็นต้น
โดย stalker ในกลุ่มนี้มักไม่ได้มีความผิดปกติทางจิตแบบหลงผิดแต่อย่างใด

4. ผู้โกรธเคือง The resentful
               กลุ่มนี้แรงจูงใจในการตามเกิดจากการโกรธ เจ็บใจ รู้สึกถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม หรือถูกกลั่นแกล้ง ดูถูก  ทำให้ขายหน้า ต่อมาความโกรธแค้น ก็เปลี่ยนไปเป็นความพอใจ สะใจ รู้สึกตัวเองมีอำนาจ รู้สึกว่าเหนือกว่าอีกฝ่าย จากที่ตัวเองเคยเป็นผู้ที่ถูกกดขี่ กลั่นแกล้ง การติดตามจะช่วยลดอารมณ์โกรธ ความรู้สึกอยุติธรรมลงไปได้
               ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ stalker ไม่ได้มีโรคทางจิตเวช อาจจะมีบ้างส่วนน้อยที่เกิดจากความหลงผิดแบบหวาดระแวง (paranoid delusion)

5. ผู้ล่า The predator
            กลุ่มนี้คือผู้ที่ทำเพื่อต้องการทำความรุนแรงต่อเหยื่อ หรือต้องการตอบสนองความต้องการทางเพศของตัวเอง แรงจูงใจของการติดตามเริ่มมาจากความอยากรู้จักข้อมูลของอีกฝ่าย ได้ความพอใจจากการลอบแอบดู ความตื่นเต้น ความรู้สึกมีอำนาจเหนือเหยื่อ ความสุขจากการได้วางแผนที่จะลงมือกับเหยื่อ
               กลุ่มนี้มักจะมีความผิดปกติทางจิตใจเป็น ซาดิสต์ (sadistic) หรือ pedophilia (ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก)

ความเสี่ยงของการทำร้ายร่างกาย
               เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการประเมินการติดตามนี้ว่า มีความเสี่ยงที่ stalker จะกระทำรุนแรงต่อผู้ถูกติดตามแค่ไหน การกระทำรุนแรงในที่นี้หมายถึงการทำร้ายร่างกาย โดยพบว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการทำร้ายร่างกายคือ
  • ลักษณะของความสัมพันธ์ ดังที่กล่าวมาคือ stalker ที่เป็นอดีตคนรัก หรือเพื่อนนั้นเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความรุนแรง โดยพบว่าประมาณ 50% ของ stalker ที่เป็นอดีตคนรักมีการทำร้ายร่างกายร่วมด้วย ในขณะที่ stalker ที่เป็นแค่คนผู้ร่วมงานมีการทำร้ายร่างกายประมาณ 16% ส่วนที่เป็นคนแปลกหน้านั้นทำร้ายร่างการแค่ประมาณ 8%
  • การขู่ การ stalking นั้นบางครั้ง stalker มีการขู่ เช่น ขู่ว่าจะทำร้าย หรืออื่น ๆ กับผู้ถูกติดตาม พบว่าการขู่นั้นเป็นสัญญาณหนึ่งของการก่อความรุนแรง โดยพบว่า ประมาณ 44% ของผู้ที่ถูกขู่ทำร้ายตามมาด้วยการทำร้ายจริง ๆ
  • วิธีการติดตาม พบว่ายิ่งวิธีติดตามที่รุกรานมาก ยิ่งเป็นความเสี่ยงที่ stalker จะทำความรุนแรงกับผู้ถูกติดตาม โดยวิธีที่พบว่ามีความเสี่ยงมากคือ การที่ stalker บุกรุกถึงในบ้านหรือในที่ทำงาน
  • โรคทางจิตเวช เป็นที่เข้าใจผิดกันว่า stalker ที่ก่อความรุนแรงนั้นน่าจะป่วยทางจิต แต่กลับพบว่าโดยทั่วไปแล้ว stalker ที่ไม่ได้เจ็บป่วยทางจิตก่อความรุนแรงต่อเหยื่อมากกว่ากลุ่มที่เจ็บป่วยทางจิต (ยกเว้นกลุ่ม Predator)

เมื่อถูกติดตามควรทำยังไงดี
1. พบแพทย์  หากรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีปัญหาเช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เครียดมาก ซึมเศร้า แบบนี้ควรพบแพทย์ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาอาการต่าง ๆ เหล่านี้ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเป็นมาก
2. บอกคนอื่นที่ใกล้ชิด เมื่อถูกติดตาม ควรที่จะบอกครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน การบอกคนอื่นเพื่อจุดมุ่งหมายดังนี้
·       เพื่อคนอื่น ๆ จะได้เข้าใจ และให้กำลังใจ
·       เพื่อคนอื่น ๆ จะได้ช่วยระมัดระวัง ดูแล ป้องกันไม่ให้ stalker เข้าถึง หรือเผลอไปช่วย stalker โดยไม่ตั้งใจ เช่น ไม่ต่อโทรศัพท์ให้ ไม่รับฝากโน๊ตหรือของ ไม่บอกว่าผู้ถูกติดตามอยู่ที่ไหน
·       เพื่อคนอื่นจะได้ช่วยในการดูว่า บางครั้งเรากังวลมากเกินไปรึเปล่า
3. ควรหลีกเลี่ยงการติดต่อกับ stalker ไม่พยายามพูดคุย ตอบโต้ใด ๆ เพราะยิ่งจะทำให้การติดตามเป็นมากขึ้น และไม่ควรตอบโต้ด้วยการด่าว่าหรือด้วยความรุนแรง เพราะยิ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการที่ stalker จะก่อความรุนแรงมากขึ้น
4. เพิ่มการรักษาความปลอดภัย เช่น ควรล็อกประตูหน้าต่างให้ดี  ติดไฟเพิ่มความสว่างบริเวณรอบ ๆ บ้าน หลีกเลี่ยงการไปในที่เปลี่ยวคนเดียว เป็นต้น
5. การจัดการด้านกฎหมาย ในเมืองนอกพบว่าวิธีจัดการกับการติดตามที่ได้ผลดีที่สุดคือการใช้อำนาจศาล แบบที่เราคงเคยเห็นในหนังบ่อย ๆ คือห้ามคน ๆ นั้นเข้าใกล้ในรัศมีเท่านั้นเท่านี้ แต่จุดนี้ในประเทศไทยผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่ามีการทำมากน้อยเพียงใด แต่ในเมืองนอกนั้นคงเป็นเรื่องที่ไม่ประหลาดมาก เพราะผมเองยังมีคนรู้จักที่เคยขอคำสั่งศาลแบบนี้มาแล้ว
               จุดสำคัญอีกสิ่งหนึ่งในประเด็นนี้คือ ควรเก็บหลักฐานการติดตามไว้ เช่นจดหมายหรือของที่ส่งมาให้ อัดเสียงการโทรศัพท์ เก็บอีเมล์ที่ส่งมา หรือการถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอการติดตามไว้ เผื่อไว้ในกรณีที่ต้องใช้ในการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

               อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยก็คือผู้ที่เป็น stalker เพราะจำนวนหนึ่งของ stalker เองก็เกิดจากความเจ็บป่วยทางจิต ดังนั้นผู้ปกครองหรือญาติ ๆ หากเห็นลูก ๆ หลาน ๆ หรือคนรู้จักมีพฤติกรรมแบบ stalker ก็ควรเข้าไปดูแลพูดคุย และพามาพบแพทย์เพื่อที่จะรักษาให้หายต่อไป

Saturday, May 18, 2013

Post Traumatic Stress Disorder (PTSD)


ระวังป่วยทางใจ หลังเกิดภัยร้าย 


นพ.ธรรมนาถ เจริญบุญ จิตแพทย์

     ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่า ในปี พ.ศ.2554 มีผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจากการจราจรทางบกมากถึง 9,060 คน บาดเจ็บสาหัส 4,047 คน และบาดเจ็บเล็กน้อยอีกกว่า 17,123 คน ส่วนศูนย์พึ่งได้ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี พ.ศ. 2553 มีผู้หญิงถูกทำร้ายและเข้ารักษาตัวทั้งสิ้น 12,554 คน (หรือเฉลี่ยวันละ 35 คน) ข้อมูลจากแค่สองหน่วยงานก็ชี้ให้เห็นว่า อุบัติเหตุและเหตุการณ์รุนแรงเป็นเรื่องใกล้ตัวเราอย่างมาก ที่สำคัญนอกจากอาการบาดเจ็บทางร่างกายแล้ว ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังได้รับบาดเจ็บทางด้านจิตใจที่เรียกว่า post traumatic stress disorder (PTSD) ที่ควรได้รับการเยียวยาด้วย

     PTSD เป็นความผิดปกติทางด้านจิตใจที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ประสบเหตุการณ์รุนแรง เช่น รถชน ถูกทำร้ายร่างกาย ข่มขืน สงคราม จลาจล หรือภัยธรรมชาติต่างๆ (ลองนึกดูเล่นๆ ครับว่า ถ้าเอาสถิติของทุกอย่างที่กล่าวมารวมกันจะมีผู้ประสบเหตุมากแค่ไหน) ทั้งนี้อาการ PTSD สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอาการบาดเจ็บทางร่างกายก็ได้ เช่น เดินไปกับเพื่อนสองคน แล้วเพื่อนถูกคู่อริยิงตายต่อหน้าต่อตา ก็สามารถเกิดอาการได้แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ถูกทำร้ายแต่อย่างใด

      ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญกับภาวะนี้เป็นอย่างมาก โดยผู้ที่ประสบเหตุการณ์รุนแรงเกือบทุกรายจะถูกส่งไปให้จิตแพทย์ตรวจประเมินร่วมด้วยเสมอ สำหรับในประเทศไทย คงต้องบอกว่าประชาชนส่วนใหญ่แทบจะไม่รู้จักภาวะ PTSD เลย แม้ว่าจะมีการพูดถึงภาวะนี้มากขึ้นอยู่ช่วงหนึ่งภายหลังจากเหตุการณ์สึนามิก็ตาม ทำให้ผู้ที่มีอาการส่วนใหญ่มักไม่ได้มาพบแพทย์ และต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการนี้แบบตามมีตามเกิด

พบได้บ่อยแค่ไหน 
     โดยเฉลี่ยพบคนที่มีภาวะนี้ได้ 1-3% แต่ความชุกจะค่อนข้างแตกต่างกันไปตามสถานการณ์และประเทศ เช่น ช่วงสงครามจะพบได้เยอะมาก หรือในประเทศที่มีอุบัติเหตุสูง ความปลอดภัยในชีวิตต่ำ ก็จะพบสูงกว่าประเทศที่ค่อนข้างปลอดภัย

      สำหรับในกลุ่มคนที่ประสบเหตุการณ์รุนแรงจะพบความชุกของภาวะ PTSD ได้ดังนี้

      - ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรง (เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์) พบในผู้ชาย 25% ผู้หญิง 14%
     - ผู้ที่ถูกทำร้ายด้วยอาวุธ (เช่น ถูกแทง ถูกยิง) พบในผู้ชาย 19%
     - ผู้ที่ประสบเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง (เช่น สึนามิ แผ่นดินไหว) พบได้ 19%
     - ผู้หญิงที่ถูกข่มขืน พบได้ 9%

      โดยภาวะ PTSD สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบเยอะที่สุดในช่วงวัยรุ่นตอนปลายและวัยผู้ใหญ่ เหตุผลก็เพราะเป็นวัยที่เสี่ยงที่สุดต่อการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรม
อาการเป็นอย่างไร 
     อาการของภาวะ PTSD จะแสดงออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

      1. การนึกถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ (reexperienced) หรือเรียกแบบง่ายๆ ว่า เหตุการณ์นั้นตามมาหลอกหลอน โดยการตามมาหลอกหลอนนี้จะแสดงออกได้ในสองรูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่

      - ฝันร้าย (nightmares) โดยฝันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เช่น ในผู้ป่วยที่ถูกรถชน ก็อาจจะฝันว่าตัวเองถูกรถชนซ้ำแล้วซ้ำอีก

      - เห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เหมือนภาพติดตา (flashbacks) อันนี้ใครดูละครหรือภาพยนตร์บ่อยๆ คงนึกออกว่า เวลาที่ตัวละครนึกถึงอะไรสักอย่างแล้วก็มีภาพเหตุการณ์นั้นโผล่ขึ้นมา อาการนี้ก็จะคล้ายๆ แบบนั้น เช่น ผู้ป่วยคนหนึ่งที่รอดจากเหตุการณ์สึนามิบรรยายว่า บางครั้งจะเห็นภาพคลื่นที่ซัดเข้าหาตัวเอง รวมทั้งภาพที่เพื่อนถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้า โผล่ขึ้นมาซ้ำๆ

      2. มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นั้นหรือสิ่งที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์นั้น (avoidance) เป็นพฤติกรรมที่สืบต่อมาจากอาการ reexperienced เพราะการเห็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์จะทำให้นึกถึง หรือเกิด flashbacks มากขึ้นได้ ทำให้ผู้ป่วยจะพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของ สถานการณ์ บุคคลหรือสถานที่ที่ทำให้รู้สึกกลัว เช่น ผู้ป่วยที่เกิดอุบัติเหตุรถชนจำนวนมากจะไม่สามารถขับรถได้อีก หรือในรายที่เป็นมากๆ บางคนถึงกับไม่สามารถเดินข้ามถนนได้เลย หรือบางกรณี อาการอาจแสดงออกด้วยการจำบางส่วนของเหตุการณ์นั้นไม่ได้ (โดยไม่ได้เกี่ยวกับการบาดเจ็บที่สมอง) ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งที่ถูกข่มขืน เมื่อรอดมาได้เธอจำเหตุการณ์ขณะที่ถูกข่มขืนไม่ได้เลย เป็นต้น การที่ผู้ป่วยจำเหตุการณ์ไม่ได้นี้เป็นกลไกทางจิตอย่างหนึ่ง เพื่อปกป้องไม่ให้ต้องเผชิญกับความรู้สึกที่รุนแรงและน่ากลัวนั้น

      3. อาการตื่นกลัว (hyperarousal) ผู้ป่วยจะมีอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น หงุดหงิด โมโหง่าย ไม่มีสมาธิ ตกใจง่าย สมาธิไม่ดี กลัวอะไรต่างๆ ได้ง่ายกว่าปกติ เช่น บางคนได้ยินเสียงดังก็จะสะดุ้งตกใจทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือแม้แต่ดูภาพยนตร์ที่มีฉากรุนแรงหรือเสียงดังก็ไม่ได้ เป็นต้น


      โดยอาการของโรคมักจะเกิดภายในอาทิตย์แรกหลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรง แต่บางคนอาจเริ่มมีอาการหลังจากเหตุการณ์รุนแรงผ่านไปแล้วหลายเดือนก็ได้ ส่วนใหญ่จะมีอาการเรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษามักจะไม่หาย และอาการมักจะรุนแรงมากขึ้นในช่วงที่มีความเครียด

      ยกตัวอย่าง ผู้ป่วยที่ประสบเหตุสึนามิคนหนึ่ง เธอเป็นนักศึกษา ไปเที่ยวกับเพื่อนหลายคน ในวันที่เกิดเหตุ ตอนนั้นเธอยืนอยู่ที่ชายหาดกับเพื่อนสองคน เธอเล่าว่า จู่ๆ คลื่นก็ซัดเข้ามาแล้วพัดเอาเพื่อนหายไปต่อหน้าต่อตา เธอเองก็ถูกคลื่นซัดไปด้วย แต่รอดมาได้โดยไม่เป็นอะไร ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยเสียชีวิตทั้งหมด

      หลังจากกลับมาบ้าน เธอมีอาการนอนไม่หลับ และฝันว่าจมน้ำบ้าง ถูกคลื่นซัดเข้าใส่บ้าง จนสะดุ้งตื่นเกือบทุกคืน ส่วนเวลากลางวัน แม้แต่เวลานั่งเรียน เธอจะเห็นภาพที่คลื่นกำลังโถมเข้าใส่เธอกับเพื่อนซ้ำๆ วันละหลายๆ รอบ จนกลายเป็นคนกลัวน้ำ แค่เห็นสระว่ายน้ำหรือแม่น้ำก็จะกลัวมากจนใจสั่น ตัวสั่น มือเท้าเย็นไปหมด จนไม่สามารถเข้าใกล้ได้ นอกจากนี้เธอยังมีอาการตกใจง่าย ได้ยินเสียงดังก็จะสะดุ้งตกใจทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น เรียนหนังสือแย่ลงเพราะไม่มีสมาธิ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่องจนเกรดตก แรกๆ เธอก็ไม่ได้รับการรักษา จนเริ่มมีอาการซึมเศร้าเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน และเมื่ออาการโรคซึมเศร้ามีความรุนแรงถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย จึงมาพบแพทย์

      ภายหลังได้รับการรักษาต่อเนื่องกับจิตแพทย์ เธอก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถกลับไปเรียนได้ นอนหลับ ไม่ฝันหรือเห็นภาพซ้ำๆ อีก อาการซึมเศร้าก็หายไป แม้จะไม่กล้าเล่นน้ำทะเลอีก แต่ก็สามารถเดินอยู่ริมหาด หรือนั่งข้างสระว่ายน้ำได้โดยไม่มีอาการใดๆ

ความผิดปกติที่พบร่วม
     ผู้ที่มีอาการ PTSD ควรได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะเกิดผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น เรียนหนังสือไม่ได้ ทำงานแย่ลง ไม่กล้าขับรถ ไม่กล้าออกจากบ้านแล้ว หากไม่รักษาผู้ป่วยมักมีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลตามมาด้วย โดยพบสูงถึง 50% ทีเดียว และจากการศึกษายังพบว่า ผู้ที่มีอาการ PTSD พยายามฆ่าตัวตายมากกว่าคนปกติถึง 14 เท่า


การรักษา
     - สำหรับผู้ป่วย สิ่งสำคัญคือให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะยิ่งรักษาเร็วยิ่งมีโอกาสหายเร็ว และได้รับผลการรักษาดี
     - สำหรับบุคคลใกล้ชิด การรับฟัง ปลอบใจและให้กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเวลาหลังเกิดเหตุการณ์ไม่นาน
     - การรักษาด้วยยา ยาหลักที่ใช้รักษาคือ ยาต้านเศร้า (antidepressant) ซึ่งจะช่วยลดอาการต่างๆ ได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มอาการตื่นกลัว แต่บางครั้งที่ผู้ป่วยมีอาการกลัวมากหรือนอนไม่หลับ แพทย์อาจให้ยาคลายกังวลร่วมด้วย (anxiolytic)
     - การรักษาโดยการทำจิตบำบัด ในบัจจุบันพบว่าการรักษาด้วยวิธีปรับความนึกคิด (cognitive behavior therapy หรือ CBT) เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีมาก


อ้างอิงและหนังสือสำหรับอ่านประกอบ
     - ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุจราจร จาก: “อุบัติเหตุจราจรทางบกและมูลค่าความเสียหาย ทั่วราชอาณาจักร ปี พ.ศ. 2541 – 2554.” http://social.nesdb.go.th/SocialStat/
     - ข้อมูลสถิติจำนวนผู้หญิงถูกทำร้าย จาก: “ปี 2554 ทุก 1 ชั่วโมง มีผู้หญิงถูกทำร้ายร่างกาย 3 คน”.http://news.voicetv.co.th/infographic/33965.html
     - มาโนช หล่อตระกูล, ปราโมทย์ สุคนิชย์. จิตเวชศาสตร์ รามาธิบดี, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2540.
     - บุรณี กาญจนถวัลย์, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย. พฤติกรรมมนุษย์และความผิดปกติทางจิต, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย, 2547
     - Sadock BJ, Sadock VA. Kaplan and Sadock’s synopsis of psychiatry. 10th ed. Philadelphia: Wolter Kluwer/Lippincott Williams & Wilkins; 2007

Friday, January 25, 2013

Psychotherapy Practices and Training Experiences: A National Survey of Young Thai Psychiatrists



Psychotherapy Practices and Training Experiences:
A National Survey of Young Thai Psychiatrists

Thammanard Charernboon MD*,
Muthita Phanasathit MD*

* Department of Psychiatry, Faculty of Medicine, Thammasat University, Pathumthani, Thailand

Objective: To survey the psychotherapy practices among young Thai psychiatrists, including perceptions pertaining to training experience and satisfaction of psychotherapy supervision.

Material and Method: The present study employed a cross-sectional descriptive survey. The sample consisted of all psychiatrists aged 40 years old or under. A questionnaire was developed by the research team and mailed to 142 young psychiatrists.

Results: There were 82 responders (57.7% response rate). The majority of the responding psychiatrists (80.5%) expressed their willingness to perform psychotherapy, however 57 of them (69.6%) were actually practicing it for 4 hours or less per month. Additionally, 41.5% had no self-confidence in using psychological interventions. The common barriers to practicing psychotherapy reported were lack of time to practice (85.4%), and no psychotherapy advisor (54.9%). Regarding psychotherapy training experience, 67.1% indicated that the training was sufficient. Types of psychotherapy training that young psychiatrists had received the most were supportive psychotherapy, Satir’s systemic psychotherapy and cognitive behavioral therapy, respectively. The main factor affecting specific psychotherapy training experiences was the difference in the availability of training courses offered between the institutes. In regards to perceptions of psychotherapy supervision, 72.0% of the sample satisfied with psychotherapy supervision, although they had received an average of 4.8 hours per month only.

Conclusion: Most of young Thai psychiatrists showed positive attitude to psychotherapy, and also preferred further training. However, they performed psychotherapy in their work only a few hours per month due to heavy workloads, no supervisor andlack of confidence. The findings may have implications for individuals who are interested in the improvement of the quality and standard of the residency training program.

Keywords: Psychotherapy practice, Psychotherapy training, Thai, Psychiatrist

J Med Assoc Thai 2011; 94 (Suppl. 7): S95-S101
Full text. e-Journal: http://jmat.mat.or.th/index.php/jmat/article/view/1857