Sunday, January 20, 2013

หมดไฟ ... "Burnout"


Burnout…หมดไฟ ทำไงจะได้ไปต่อ


นพ.ธรรมนาถ เจริญบุญ จิตแพทย์
http://www.healthtoday.net/thailand/mental/mental_136.html

    
เคยไหมที่ “รู้สึกเบื่อกับงานถึงขั้นทำไปวันๆ แบบซังกะตาย ไม่อยากพูดจากับใคร หงุดหงิดใส่ทุกคนรอบตัว เจ็บป่วยบ่อยๆ ไม่มีสาเหตุ ไม่อยากไปทำงาน อยากจะเดินออกไปจากที่ทำงานและไม่ต้องกลับมาอีก” ถ้าคุณกำลังประสบกับภาวะเช่นนี้ ก็ควรจะอ่านบทความนี้ครับ เพราะคุณกำลังมีอาการ burnout !!!
     “Burnout” เป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ เวลาที่เราคุยหรือบ่นกันเรื่องงาน แต่ในภาษาไทยยังไม่มีคำที่ใช้เรียกอย่างเป็นทางการ บางคนก็เรียกกันว่า “หมดไฟ” ในบทความทางวิชาการบางเล่มใช้คำว่า “ความเหนื่อยล้า” “ความเหนื่อยหน่าย” หรือบางครั้งก็เรียกกันยาวเหยียดว่า “ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน” แต่เพื่อไม่ให้สับสน ในที่นี้ผมจะขอใช้ทับศัพท์ว่า burnout ละกันนะครับ

อาการ burnout
     นิยามของคำว่า Burnout หมายถึง “ความรู้สึกอ่อนล้าทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ อันเกิดจากการที่ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดเป็นเวลานานๆ”
Maslach นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้ให้คำจำกัดความของ burnout ไว้ว่า เป็นกลุ่มอาการที่ประกอบไปด้วยอาการ 3 ด้าน ดังนี้

      1. ความอ่อนล้าทางอารมณ์ (emotional exhaustion) หมายถึง ความรู้สึกเหนื่อยหน่าย หมดกำลังใจ ไม่มีแรงใจในการทำงาน หมดความกระตือรือร้น ซึ่งเป็นอาการเด่นและสังเกตได้ง่ายที่สุดของ burnout

      2. การลดความเป็นบุคคล (depersonalization) หมายถึง มีความรู้สึกในแง่ลบต่อเพื่อนร่วมงานและลูกค้า จนมักทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น ดูไม่เต็มใจที่จะบริการลูกค้า (หรือผู้มาติดต่อ) และดูแลลูกค้าแบบแห้งแล้งเหมือนคนไม่มีชีวิตจิตใจ

      3. การลดความสำเร็จส่วนบุคคล (decreased occupational accomplishment) หมายถึง รู้สึกว่าตัวเองไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความสามารถ และมองตัวเองในแง่ลบ
พบบ่อยแค่ไหน
     จากการศึกษาส่วนใหญ่มักพบได้ประมาณ 15-50% ของคนทำงาน
ผลเสียของการมีภาวะ burnout
     Burnout มีความสำคัญต่อทั้งตัวบุคคลและองค์กร เพราะก่อให้เกิดผลเสียหลายๆ ด้าน โดยในแง่ของร่างกายพบว่า คนที่มีภาวะ burnout จะขาดงานบ่อย มีอัตราการลาป่วยมากกว่าคนทั่วไปถึง 2-7 เท่า โดยโรคที่พบบ่อยได้แก่ ปวดศีรษะ โรคระบบทางเดินอาหาร และไข้หวัด ส่วนในแง่ของอารมณ์ คนที่มีภาวะ burnout มักจะโกรธง่าย ขี้หงุดหงิด มีสีหน้าไม่รับแขก ซึ่งก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาทั้งกับผู้ร่วมงานและลูกค้า นอกจากนี้คนกลุ่มนี้ยังมักจะแยกตัว ไม่สุงสิงกับผู้ร่วมงาน ไม่มีความกระตืนรือร้นในการทำงาน ขาดความคิดริเริ่มที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ จนทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรแย่ลง และสุดท้ายหากเป็นมากๆ ก็จะเป็นโรคซึมเศร้าได้ (depressive disorder) หรืออาจจะลาออกหรือเลิกทำงานไปเลย
วงจรของภาวะ burnout
     Freudenberger จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ได้เขียนถึง 12 ขั้นตอนของการเกิด burnout ไว้ได้อย่างน่าสนใจดังนี้

     1. ระยะพิสูจน์ตนเอง (compulsion to prove oneself) เป็นขั้นตอนแรก โดยคนๆ นั้นจะมีภาพของตัวเองในอุดมคติ มีความทะเยอทะยานต้องการที่จะพิสูจน์ตนเอง จึงเป็นระยะที่ทำงานหนักเพื่อให้เพื่อนร่วมงานตระหนักถึงตนเอง

     2. ระยะทำงานหนัก (working harder) เป็นขั้นที่ทำงานหนัก เพื่อที่จะแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าเราเป็นบุคคลที่ไม่สามารถหาคนอื่นมาทดแทนได้ เป็นระยะที่มีความคาดหวังจากการทำงานสูง จึงทำงานหนักและสนใจแต่เรื่องงาน

     3. ระยะไม่ใส่ใจความต้องการของตนเอง (neglecting their needs) การทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างมากเกินไป จนดูเหมือนเป็น “คนบ้างาน” ทำให้คนๆ นั้นเริ่มละเลยความต้องการพื้นฐานของตนเอง เช่น นอนน้อย ทำงานจนดึกดื่น หอบงานไปทำต่อที่บ้าน ไม่ไปเที่ยว ใช้เวลากับเพื่อนฝูงหรือครอบครัวน้อยลง

     4. ระยะเริ่มเกิดความขัดแย้ง (displacement of conflicts) ในขั้นนี้ คนๆ นั้นจะเริ่มตระหนักแล้วว่าชีวิตของตนเองมันมีบางอย่างที่ “ผิด” ไป แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าคืออะไร คนที่อยู่ในระยะนี้มักจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วยทางกายบ่อยๆ เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง นอนไม่หลับ ไม่อยากอาหาร มีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

     5. ระยะปรับคุณค่าใหม่ (revision of values) หลังจากเกิดความสับสนในจิตใจ แต่ยังมุ่งหวังที่จะทำงานต่อไป ทำให้คนๆ นั้นพยายามปรับเปลี่ยนมุมมองคุณค่าสำหรับตนเองใหม่ โดยมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ “งาน” เท่านั้น ทำให้ละเลยความต้องการพื้นฐานของร่างกายและความสัมพันธ์อื่นๆ ไปจนหมดสิ้น รวมทั้งหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในใจตนเองด้วยการไม่สนใจหรือไม่รับรู้เรื่องอารมณ์

      6. ระยะปฏิเสธไม่รับรู้ปัญหา (denial of emerging problems) ผู้ที่อยู่ในระยะนี้จะเริ่มแสดงอารมณ์บางอย่างออกมาให้เห็น เช่น ขาดความอดทน โกรธง่าย ดูก้าวร้าว มักจะต่อว่าหรือโทษว่าเป็นเพราะงานหรือเพราะคนอื่น โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นตัวเองนั่นแหละที่เปลี่ยนแปลงไป ในขั้นนี้จะเริ่มมีอาการทางด้านการลดความเป็นบุคคล (depersonalization) เกิดขึ้น คือ ไม่ค่อยสังคมกับคนอื่น แยกตัวมากขึ้น

      7. ระยะแยกตัว (withdrawal) เป็นขั้นที่คนๆ นั้นจะแยกตัว เข้าสังคมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำงานโดยแทบไม่มีความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงาน รู้สึกไม่มีแรงจูงใจในการทำงานและไม่มีทิศทาง จึงทำงานแบบยึดติดกับกฏหรือคำสั่งอย่างเคร่งครัด เช่น ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือตามกฎเท่านั้น ไม่ทำเกินกว่านั้นแม้ว่าจะทำให้ผลงานดีขึ้นหรือเป็นประโยชน์กับองค์กรก็ตาม

      8. ระยะพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง (obvious behavioral changes) เป็นระยะที่บุคคลภายนอก (เช่น เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว) สามารถสังเกตเห็นถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างชัดเจน จากคนที่เคยแอคทีฟ ร่าเริง มีความสุข กลายเป็นคนเก็บตัว หงุดหงิด ฉุนเฉียว ขี้กลัว ดูทุกข์ และไม่ค่อยดูแลตัวเอง

      9. ระยะขาดความเป็นบุคคล (depersonalization) เป็นระยะที่คนๆ นั้นจะมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเองและคนอื่น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหุ่นยนต์ ทำงานเดิมๆ แบบให้จบไปวันๆ ไม่มองถึงอนาคต และไม่รับรู้ถึงความต้องการของตัวเอง

      10. ระยะว่างเปล่าภายใน (inner emptiness) ในขั้นนี้จะรู้สึกว่าภายในใจตัวเองว่างเปล่า อาจหันเหไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เหมาะสม เช่น กินมาก มีเพศสัมพันธ์ไม่เหมาะสม ดื่มเหล้าหรือใช้ยาเสพติด เพื่อช่วยลดความรู้สึกนั้น

      11. ระยะซึมเศร้า (depression) จะมีอาการเหมือนภาวะซึมเศร้าอย่างเต็มที่ เช่น เศร้า ไม่อยากทำอะไร รู้สึกตัวเองไร้ค่า ไร้ความหวัง ไร้อนาคต ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต และมีอาการทางกายอื่นๆ เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย

      12. ระยะ burnout syndrome อย่างเต็มที่ ในระยะนี้คนๆ นั้นมักอยากหนีจากสถานการณ์ที่ประสบอยู่ เช่น คิดจะลาออก หรือบางคนก็หนีไปไม่มาทำงานดื้อๆ ในบางคนที่มีอาการรุนแรง อาจถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย โดยที่ในระยะที่ 11-12 เป็นระยะที่ควรไปพบแพทย์และรับการบำบัดรักษา
สาเหตุของการ burnout
     ภาวะ burnout เกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัยร่วมกัน โดยสามารถแบ่งได้ดังต่อนี้

1. ปัจจัยส่วนบุคคล (individual aspect)
     - ไม่รู้หรือไม่ตระหนักถึงความสำคัญ/คุณค่าของงานที่ทำ
     - มีความคาดหวังที่มากเกินกว่าความเป็นจริง เช่น หวังว่ารายได้จะเยอะกว่านี้ น่าจะประสบความสำเร็จหรือเป็นที่ชื่นชมมากกว่านี้ เป็นต้น การคาดหวังสูงๆ แล้วไม่ได้อย่างที่หวังซ้ำๆ จะเกิดภาวะ burnout ได้ง่าย
     - มีบุคลิกภาพแบบไม่ยืดหยุ่น ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ยาก
     - มีลักษณะนิยมความสมบูรณ์แบบ (perfectionism) เช่น กังวลหมกมุ่นกับความผิดพลาดอย่างมาก และมีมาตรฐานสูงจนเกินไป
     - สถานภาพโสด อันนี้เป็นผลจากการศึกษาที่พบว่าคนโสดจะ burnout มากกว่าผู้ที่มีคู่หรือแต่งงาน

2. ปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (interpersonal aspect)
- ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในหมู่เพื่อนร่วมงาน พูดง่ายๆ คือหากบุคลากรไม่สนิทกันจะเกิด burnout ได้ง่าย
- มีความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกัน หรือระหว่างลูกน้องกับเจ้านาย

3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (environmental aspect)

     - มีเพื่อนร่วมงานที่ burnout พบว่าหากที่ทำงานเดียวกันมีคน burnout หลายคน คนที่เหลือมีโอกาส burnout ได้ง่าย
     - ค่าตอบแทนไม่เหมาะสมกับงานที่ทำ เช่น ค่าตอบแทนน้อยเกินไป
     - งานที่เคร่งเครียด กดดัน และมีความต้องการสูงในระยะเวลาอันสั้น เช่น แพทย์ที่ต้องตรวจผู้ป่วนมาก ๆ ในเวลาอันสั้น และห้ามตรวจพลาด เป็นต้น
     - งานที่ขาดความมั่นคง และไม่มีความเจริญก้าวหน้า เช่น งานประเภทที่จะถูกเลิกจ้างเมื่อไรก็ไม่รู้ หรือไม่มีโอกาสเติบโตในชีวิตการทำงานเลย
     - ไม่มีคนให้ปรึกษาหรือให้กำลังใจ อันนี้อาจเป็นสาเหตุให้คนโสด ประสบภาวะ burnout มากกว่าคนที่แต่งงานแล้วก็เป็นได้

4. ปัจจัยด้านการบริหารองค์กร (organizational management aspect)
     - ปริมาณงานมากเกินไปแต่ทรัพยากรในการทำงานน้อย เช่น สถานที่ราชการบางแห่ง มีคนมาติดต่อวันหนึ่งจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่มีน้อย แถมอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ก็มีจำกัดหรือสภาพไม่ดี ก็ทำให้เกิด burnout ได้ง่าย
     - ไม่มีเวลาว่าง/ไม่มีวันหยุดพักร้อน ซึ่งทำให้คนเหนื่อยล้าได้ง่าย
     - ไม่สามารถตัดสินใจหรือไม่มีอำนาจในการสั่งการ แต่มีความรับผิดชอบมาก เช่น พนักงานต้อนรับที่แต่ละวันต้องแก้ปัญหาให้กับลูกค้าจำนวนมาก แต่กลับไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ จะทำอะไรก็ต้องขอผู้จัดการก่อนทุกครั้ง
     - ขาดสิ่งจูงใจในการทำงาน หรือมีแต่การตำหนิอย่างเดียว ทำดีไม่ได้ดี หรือทำมากทำน้อยก็ได้ผลตอบแทนเท่ากัน หรือทำดีไม่เคยชมแต่ทำพลาดด่าอย่างเดียว
     - ไม่มีความยุติธรรมในองค์กร เช่น มีการเล่นเส้นเล่นสาย เลือกที่รักมักที่ชัง ประเมินผลงานแบบไม่ยุติธรรม ทำงานดีแต่สู้คนที่ประจบเจ้านายไม่ได้ เป็นต้น
     - มีการบริหารงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อน เป็นพิธีรีตองมากจนเกินไป ในข้อนี้ใครทำงานหน่วยงานราชการน่าจะเข้าใจง่ายขึ้น เช่น การจะขอหนังสือสักฉบับอาจจะต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ใช้เวลาหลายสัปดาห์ ต้องการติดต่อขอพบผู้บริหารระดับสูง อาจจะต้องใช้เวลานัดเป็นเดือน เป็นต้น
     - ค่านิยมองค์กรขัดแย้งกับค่านิยมในใจของบุคคล เช่น ที่ทำงานต้องการเวลามากและอยากให้ทุ่มสุดตัว แต่เจ้าตัวต้องการเวลาว่างให้ครอบครัว เป็นต้น
การแก้ไข
     สิ่งสำคัญที่ควรระลึกไว้ก็คือ เรื่อง burnout ไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับบุคคลอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องแก้ไขในระดับขององค์กรด้วย เนื่องจาก burnout เป็นภาวะที่เกิดจากความเครียดในที่ทำงาน หากที่ทำงานยังเหมือนเดิมก็คงยากที่ปัญหาจะหายไป ต่อให้คนเก่าลาออกไป คนใหม่ที่เข้ามาก็มีโอกาส burnout ได้สูงอยู่ดี จนบางครั้งกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ต้องเปลี่ยนคนทำงานทุก 1-2 ปี

การแก้ไขในระดับบุคคล
     - สอนให้รู้จักวิธีการปรับตัวที่ดีขึ้น และลดความเครียดจากการทำงาน เช่น รู้จักวิธีแก้ไขเมื่อเกิดความเครียดหรือเบื่อหน่าย รู้จักปรึกษาผู้อื่นเมื่อมีปัญหา
     - ปรับชีวิตให้สมดุล จัดเวลาเพื่อการพักผ่อนอย่างเหมาะสม เช่น มีเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ นั่งสมาธิ มีเวลาว่างเสาร์อาทิตย์ที่ไม่ต้องทำงาน ปีหนึ่งควรมีโอกาสลาพักผ่อนไปเที่ยวบ้าง
     - หากพบว่าเป็นมากจนถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป
การแก้ไขในระดับองค์กร
     การแก้ไขในระดับองค์กร ก็คือให้แก้ตามสาเหตุของการเกิด burnout (ที่เขียนไว้ด้านบน) อาทิ
     - สร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดี เช่น ส่งเสริมให้คนในที่ทำงานสนิทสนมกัน เรียนรู้วิธีทำงานร่วมกันเป็นทีม
     - มีช่วงเวลาและระบบการฝึกงานที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาทำงานเข้าใจและทำงานได้ ไม่ใช่ให้มาลองผิดลองถูกกันเอาเอง
     - มีรายได้ที่เหมาะสมกันงาน รวมทั้งมีสิ่งจูงใจอื่นๆ เช่น อาจมีรางวัล โบนัส ให้รางวัลพนักงานดีเด่น เป็นต้น
     - ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น และเพิ่มทรัพยากรให้เพียงพอกับงาน
     - มีบุคลากรหรือหน่วยงานที่สามารถให้คำปรึกษาได้
     - มีเวลาให้พักผ่อนบ้าง
     - มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้นหรือมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในการทำงาน
     - มีการระบุให้ชัดเจนว่างานที่ทำครอบคลุมส่วนใด และต้องทำอะไรบ้าง
     - ปรับปรุงระบบการบริหารงานให้คล่องตัวและรวดเร็ว ไม่ซับซ้อน
     - และสุดท้ายผู้บริหารและองค์กรควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ burnout ด้วย
...........................................................................................................................................................................

เอกสารอ้างอิง
     1. Maslach C, Jackson SE. The measurement of experienced burnout. J Occup Behav. 1981;2:99-113
     2. Schaufeli W,Enzman D. The burnout companion to study & practice :a critical analysis. London, Taylor & Francis,1998
     3. Maslach C, Schaufeli WB, Leiter MP. Job Burnout. Annual Review of Psychology. 2001;52(1):397–422.

Tuesday, January 8, 2013

กาแฟ ... มีประโยชน์หรือมีโทษ



กาเฟอีน&จิตเวช
นพ.ธรรมนาถ เจริญบุญ จิตแพทย์


จาก http://www.healthtoday.net/Thailand/mental/mental_140.html


     กาเฟอีน (caffeine) ถือเป็นสารกระตุ้นประสาทที่มีการบริโภคมากที่สุดในโลกนี้และในเกือบทุกประเทศ แต่ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่อาจจะไม่ค่อยรู้จักสารตัวนี้ ฉบับนี้จึงขออธิบายถึงกาเฟอีนว่าคืออะไร มีประโยชน์หรือโทษต่อร่างกายและจิตใจอย่างไร

แหล่งที่มาของกาเฟอีน
     แน่นอนว่ากาแฟเป็นเครื่องดื่มที่เป็นที่รับรู้และเข้าใจมากที่สุดสำหรับคนทั่วไปว่ามีกาเฟอีน แต่ก็ยังมีเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ รวมถึงขนม และยาสามัญประจำบ้านอีกหลายตัวที่ผู้บริโภคหลายคนไม่ทราบว่ามีกาเฟอีนผสมอยู่ด้วย (ดูรายละเอียดในตาราง) และอาจเป็นสาเหตุให้มีโอกาสเกิดอาการกาเฟอีนเป็นพิษได้จากการกินของเหล่านี้หลายๆ อย่างผสมกัน โดยไม่ได้กินกาแฟสักแก้ว ที่สำคัญคือ อาจเกิดอาการกาเฟอีนเป็นพิษในเด็กได้จากการกินช็อกโกแลต 1-2 แท่ง และดื่มเครื่องดื่มโคล่า 2-3 ขวด เนื่องจากเด็กตัวเล็ก

การออกฤทธิ์
     กาเฟอีนเป็นสารที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท โดยกลไกการออกฤทธิ์หลักจะเป็น adenosine receptor antagonist (ซึ่งจะขอข้ามไปนะครับ) ซึ่งกาเฟอีนจะถูกดูดเข้าสู่ร่างกาย สมอง ได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 30-60 นาทีเท่านั้น และสามารถออกฤทธิ์ได้นานถึง 3-10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน โดยกาเฟอีนมักออกฤทธิ์ในผู้สูงอายุยาวนานกว่าในคนหนุ่มสาว และนี่ก็เป็นเหตุผลที่มีคำแนะนำว่าไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนสูงๆ ในช่วงบ่าย เพราะอาจจะทำให้นอนไม่หลับได้
นอกจากการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางแล้ว กาเฟอีนยังเพิ่มการขับปัสสาวะ เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มการบีบตัวของลำไส้ และเพิ่มการหลั่งกรดของกระเพาะอาหารอีกด้วย

ข้อดีของกาเฟอีน
     การได้รับสารกาเฟอีนในขนาดปานกลาง (20-200 มิลลิกรัม หรือการดื่มกาแฟสดไม่เกิน 1 แก้ว) สามารถทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจ มีความสุข ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย มีเรี่ยวแรง ลดความรู้สึกเหนื่อยล้า และทำให้ตื่นตัวไม่ง่วงนอน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า การได้รับกาเฟอีนในขนาดที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มสมาธิ และความสามารถในการทำงานได้อีกด้วย (แม้จะยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า กาเฟอีนไปเพิ่มความสามารถในการทำงานของสมองโดยตรง หรือเป็นเพียงเพราะเรามีสมาธิดีขึ้น ตื่นตัว และไม่ง่วงนอนกันแน่)

โทษของกาเฟอีน
     โทษของกาเฟอีนสามารถแบ่งง่ายๆ ได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่ กาเฟอีนเป็นพิษ และอาการถอนกาเฟอีน โดยแต่ละอาการมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
     กาเฟอีนเป็นพิษ (caffeine intoxication) มักจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับกาเฟอีนมากกว่า 250 มิลลิกรัมในระยะเวลาอันสั้น (คือกินรวดเดียวเลย) ซึ่งจะทำให้มีอาการใจสั่น กระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิ หน้าแดง กล้ามเนื้อกระตุก ปัสสาวะบ่อย คลื่นไส้ รู้สึกกระเพาะลำไส้ปั่นป่วน ปวดท้อง ท้องเสีย รู้สึกเหมือนเป็นเหน็บชาที่ปลายมือปลายเท้า และนอนไม่หลับ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการแบบวิตกกังวล (anxiety) ได้ด้วย ดังนั้นผู้ที่เป็นโรควิตกกังวล (anxiety disorder) หรือโรคแพนิค (panic disorder) จึงไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนโดยเด็ดขาด เพราะมักจะทำให้ดูเหมือนมีอาการมากขึ้นได้ ส่วนนักเรียน นักศึกษา หรือใครก็ตามที่ต้องการดื่มกาแฟเพื่ออ่านหนังสือสอบหรือทำงานละก็ ควรใช้ในขนาดที่พอเหมาะ มิฉะนั้นแทนที่จะได้งานก็อาจจะเสียงานได้ โปรดระวัง!!!

      ส่วนการได้รับกาเฟอีนขนาดที่สูงมาก (มากกว่า 1,000 มิลลิกรัม) จะทำให้เกิดอาการกาเฟอีนเป็นพิษแบบรุนแรงได้ เช่น เริ่มสับสน พูดไม่รู้เรื่อง หัวใจเต้นเร็ว อาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเห็นภาพหลอนได้ (มักเห็นเป็นแสงแว่บๆ) แต่ถ้าเป็นคนที่สุขภาพไม่ดี หรือมีโรคประจำตัว เช่น เป็นโรคหัวใจ ก็อาจจะทำให้ถึงกับเสียชีวิตได้

      ขณะที่การได้รับกาเฟอีนมากกว่า 10,000 มิลลิกรัมขึ้นไป (ซึ่งพบน้อยมาก มักจะเกิดจากการกินยาที่ผสมกาเฟอีนเกินขนาด เพราะคงไม่มีใครสามารถกินกาแฟได้เยอะขนาดนี้) ถือว่าเป็นระดับที่อันตรายถึงชีวิต โดยจะทำให้เกิดอาการชัก ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้

      การรักษา อาการกาเฟอีนเป็นพิษในระดับที่น้อยกว่า 1,000 มิลลิกรัมนั้นไม่มีการรักษาเฉพาะ และการรักษาตามอาการก็เพียงพอแล้ว เช่น หากกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ก็อาจให้กินยานอนหลับ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้อาการค่อยๆ ลดน้อยลงเองตามเวลาที่ผ่านไป ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลก็ได้ โดยส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายในเวลาไม่เกิน 3-6 ชั่วโมง ส่วนการได้รับกาเฟอีนขนาดมากกว่า 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไปควรมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา โดยหากอาการรุนแรงมาก อาจจะต้องทำการล้างท้องหรือฟอกเลือดต่อไป
     อาการถอนกาเฟอีน (caffeine withdrawal) หรือที่บางคนเรียกว่าอาการติดกาเฟอีน (หรือติดกาแฟ) จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้กาเฟอีนหยุดใช้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน จากการศึกษาพบว่า ประมาณ 50-70% ของผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำนั้นเคยเจออาการแบบนี้มาแล้วทั้งสิ้น (รวมทั้งผู้เขียนด้วย) 


ปุจฉา ... กินมากแค่ไหนถึงจะติด?

      โดยผู้ที่จะเกิดอาการถอนได้นั้น ต้องเป็นคนที่ใช้สารกาเฟอีนในขนาดอย่างน้อย 100 มิลลิกรัมต่อวัน และใช้เป็นประจำทุกวันต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน (ส่วนใหญ่มักจะต้องมากกว่าสองสัปดาห์ขึ้นไป) มักจะเกิดอาการถอนขึ้นหลังจากหยุดกาเฟอีนไปประมาณ 24 ชั่วโมง โดยอาการถอนที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ ปวดศีรษะและอ่อนเพลีย ส่วนอาการอื่นๆ ที่อาจพบบ้าง ได้แก่ ง่วงนอนมากกว่าปกติ คลื่นไส้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ การทำงานของกล้ามเนื้อแย่ลง ในบางรายอาจจะทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด วิตกกังวล หรือซึมเศร้าแบบไม่รุนแรงได้ โดยอาการถอนจะเป็นมากที่สุดในช่วง 1-2 วันหลังจากหยุดกิน และจะค่อยๆ ลดลงและหายไปเองในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์
การรักษาทำได้โดย รักษาตามอาการ เช่น หากปวดหัวก็รับประทานยาแก้ปวด เป็นต้น เพราะส่วนใหญ่แล้วอาการมักจะไม่รุนแรงและจะค่อยๆ หายไปเอง การรักษาแบบที่สองคือกินกาเฟอีนเข้าไป ซึ่งจะทำให้มีอาการดีขึ้นภายใน 30-60 นาที สิ่งที่สำคัญกว่าการรักษาจึงเป็นการป้องกันไม่ให้เป็น โดยในผู้ที่ใช้กาเฟอีนเป็นประจำหรือติดกาเฟอีนไปแล้ว เวลาจะหยุด ควรค่อยๆ ลดขนาดลงในเวลา 1-2 สัปดาห์ ไม่หยุดกินทันที เช่น ว่าปกติดื่มกาแฟวันละ 4 แก้ว สามวันแรกอาจลดเหลือวันละ 3 แก้ว สามวันถัดไปเหลือ 2 แล้ว สามวันต่อไปเหลือ 1 แก้ว แล้วจึงค่อยหยุด เป็นต้น ส่วนในผู้ที่ยังไม่ถึงกับติดก็ควรป้องกันโดยไม่ควรกินกาเฟอีนในระดับสูง และ/หรือไม่ควรกินหลายๆ วันติดต่อกัน เช่นเดียวกับผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดไมเกรนชนิดที่มีกาเฟอีนผสมอยู่ ก็ไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้ติดกันทุกวันเป็นเวลานานๆ เช่นกัน เพราะจะเกิดอาการถอน และทำให้ปวดศีรษะได้เมื่อหยุดกิน

ใครไม่ควรกินกาเฟอีน
     แม้ว่าผลการศึกษาการใช้กาเฟอีนในระยะยาว (ในขนาดปานกลาง) จะไม่พบว่าทำให้เกิดโรคหรือความผิดปกติใดๆ ที่ชัดเจนในคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่ก็มีข้อห้ามใช้กาเฟอีนสำหรับผู้ป่วยบางโรคดังต่อไปนี้

      - ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะลำไส้ เช่น โรคกระเพาะ โรคลำไส้แปรปรวน และโรคกรดไหลย้อน เพราะกาเฟอีนจะไปเพิ่มการทำงานของกระเพาะและลำไส้ รวมทั้งเพิ่มการหลั่งกรด ทำให้โรคมีอาการมากขึ้น

      - ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

      - ผู้ที่เป็นโรคทางด้านจิตเวช ได้แก่ โรควิตกกังวลและโรคแพนิค เพราะจากการศึกษาพบว่าทำให้อาการเป็นมากขึ้นได้ ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับก็ไม่ควรใช้เช่นกัน ส่วนในผู้ที่เป็นโรคจิตเภท (schizophrenia) และโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) แม้การได้รับกาเฟอีนในขนาดไม่มากจะไม่ได้ทำให้อาการแย่ลงก็จริง แต่บางการศึกษาพบว่าหากได้รับกาเฟอีนในขนาดที่สูงจะทำให้อาการทางจิตกำเริบได้

     กล่าวโดยสรุปก็คือ กาเฟอีนในขนาดที่เหมาะสมมีข้อดีหลายประการ แต่ในขนาดที่มากเกินไปก็ทำให้เกิดโทษได้หลายอย่าง ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ เราต้องเรียนรู้ถึงแหล่งที่มา เพื่อที่จะรู้จักควบคุมการบริโภคให้อยู่ในขนาดที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้เกิดอาการเป็นพิษ หรือติดกาเฟอีน หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรหากเกิดอาการเป็นพิษ หรือจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการถอนได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเสพอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ต่อไปได้อย่างสบายใจและเป็นสุขครับ

Wednesday, October 24, 2012


บทความพิเศษ
ผลของสื่อต่อความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น
(Media and Violence)
ธรรมนาถ เจริญบุญ*
                                                                                                                                                                          ติรยา เลิศหัตถศิลป์*
*โครงการจัดตั้งภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“I object to violence because when it appears to do good,
 the good is only temporary; the evil it does is permanent.”
(คานที, 1916)

(จาก Thammanard CharernboonLerthattasilp T. Media and violence. In: Buranatrevedh S, Tomtichong P eds. From the best practice to patient education. Pathumthani: Thammasat Printing House, 2012: 17-23. (in Thai) เอกสารจากการประชุมวิชาการฯ ปี 2555)


ในปัจจุบันสื่อ(media)เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสื่อประเภทภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิดีโอเกมส์และอินเตอร์เน็ต ที่มีอัตราการเติบโตเป็นอย่างมากในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา นอกจากการเติบโตในแง่ของจำนวนของสื่อแล้ว ยังพบว่าชั่วโมงการใช้สื่อเหล่านี้ก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จากการศึกษาพบว่า ในประเทศอุตสาหกรรม เด็กอายุ 5-15 ปีมากกว่าร้อยละ 90 ดูโทรทัศน์ โดยข้อมูลจากประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ดูโทรทัศน์เฉลี่ยวันละ 6 ชั่วโมง ในขณะที่ในยุโรป (ประเทศสเปน) ประชาชนดูโทรทัศน์โดยเฉลี่ยประมาณ 4 ชั่วโมงต่อวัน1  
ในจำนวนสื่อได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากนั้น สื่อจำนวนมากเป็นสื่อที่มีความรุนแรงสูง จากการศึกษาพบว่า 61% ของรายการโทรทัศน์ในอเมริกามีความรุนแรงเป็นส่วนประกอบ โดยเด็กอายุ10-15 ปี จำนวน 38% เคยดูฉากที่มีความรุนแรงจากอินเตอร์เน็ท แม้แต่วีดีโอเกมที่ได้รับการจัดเรทติ้งว่าเหมาะสมกับเด็กอายุมากกว่า 10 ปี กว่า 90%ก็มีฉากความรุนแรง นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่าจนถึงวันที่เด็กมีอายุครบ 18ปีนั้น เด็กได้มีประสบการณ์ดูฉากที่มีความรุนแรงกว่า 200,000 ฉากแล้ว2  แพทยสมาคม และสมาคมจิตแพทย์ของอเมริกาได้ตระหนักถึงผลเสียของความรุนแรงในสื่อที่มีผลต่อเด็กและวัยรุ่น ส่งผลให้มีการทำการศึกษาวิจัยวิจัยออกมาเป็นจำนวนมากใน 50 ปีที่ผ่านมา บทความนี้ได้รวบรวมงานวิจัยและหลักฐานทางวิชาการต่างๆ เพื่ออธิบายถึงผลกระทบของสื่อต่อเด็กและวัยรุ่นรวมและพฤติกรรมรุนแรง รวมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขและป้องกัน

ผลกระทบของสื่อต่อเด็กและวัยรุ่น
ในด้านดี การใช้สื่อที่มีคุณภาพนั้นมีประโยชน์กับการพัฒนาของเด็ก จากการศึกษาพบว่าเด็กที่ดูรายการสารคดีหรือรายการที่ให้ความรู้ในช่วงวัยเด็ก จะมีผลการเรียนดีกว่า อ่านหนังสือมากกว่า และมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า รวมทั้งก้าวร้าวน้อยกว่าเด็กที่ดูรายการโทรทัศน์ทั่วไปเมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่น
ส่วนผลทางลบนั้น  ในเด็กเล็กพบว่าการดูโทรทัศน์เป็นเวลานานส่งผลให้มีปัญหาการนอน หลับไม่สนิท หลับไม่เป็นเวลา และยังส่งผลระยะยาวถึงความสามารถในการอ่าน และคิดคำนวนที่น้อยกว่าเด็กทั่วไปเมื่อโตขึ้นด้วย บางงานวิจัยรายงานว่าการดูโทรทัศน์มากทำให้เด็กมีสมาธิสั้นลง แต่ยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนในประเด็นนี้3
ในเด็กที่โตขึ้น พบว่าการดูโทรทัศน์ส่งผลทางอ้อมให้น้ำหนักเด็กเพิ่มขึ้น จากการทดลองพบว่าเมื่อให้เด็กดูโทรทัศน์น้อยลง ค่าBMI (body mass index) ของเด็กก็ลดลงด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่สัมผัสสื่อ (รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ เพลง นิตยสาร) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องทางเพศมาก มีแนวโน้มจะเริ่มมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นกว่าเด็กทั่วไป และยังพบว่าวัยรุ่นที่ดูโทรทัศน์มากกว่าวันละ4 ชั่วโมง จะสูบบุหรี่มากกว่าเด็กวัยรุ่นที่ดูโทรทัศน์น้อยกว่าวันละ2 ชั่วโมงถึง 5 เท่า3
นอกจากนั้น การดูสื่อที่รุนแรงยังสามารถส่งผลให้เกิดภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า Posttraumatic stress disorder ปัญหาการนอน ฝันร้าย และ การแยกตัวในเด็กและวัยรุ่นได้ด้วย2

สื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์ก่อให้เกิดความรุนแรงได้จริงหรือ ?


นิยาม4
ความรุนแรง (Violence) หมายถึง “การกระทำที่แสดงออกมา อันก่อให้เกิดความบาดเจ็บต่อร่างกาย จิตใจหรือวัตถุ” ดังนั้นตัวอย่างของความรุนแรง ได้แก่ การทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกาย รวมทั้งการใช้คำพูดที่รุนแรง เป็นต้น
สื่อที่มีความรุนแรง (Violent media) หมายถึง “สื่อที่มีการแสดงความก้าวร้าวรุนแรง หรือทำอันตรายแก่บุคคลอื่น โดยที่ผู้แสดงความรุนแรงนั้นอาจจะเป็นมนุษย์ หรือไม่ใช่ก็ได้ เช่น อาจเป็นตัวการ์ตูน หุ่นยนต์ เป็นต้น”

ก่อนหน้านี้ได้มีทฤษฏีที่อธิบายว่าการดูสื่อที่รุนแรงนั้น เป็นวิธีที่จะปลดปล่อยและระบายความก้าวร้าวของบุคคลออกมาในทางที่ปลอดภัย(คือไม่ไปทำในชีวิตจริง) แต่ในเวลานี้สามารถตอบได้แล้วว่าทฤษฎีนี้ไม่เป็นความจริง จากการทบทวนวรรณกรรมได้ข้อสรุปว่า การได้รับสื่อที่มีความรุนแรงซ้ำ ๆ ในเด็กและวัยรุ่น มีผลเพิ่มพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวได้ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว โดยความสัมพันธ์ของการสัมผัสสื่อที่รุนแรงแล้วเกิดพฤติกรรมรุนแรงตามมานั้นเทียบเท่ากับโอกาสเกิดมะเร็งปอดจากการสูบบุหรี่2
แต่เนื่องจากความจำกัดในเรื่องของเนื้อที่ในการเขียน ผู้เขียนจึงไม่สามารถแสดงผลการศึกษาได้ทุกชิ้น จึงขอยกเพียงบางการศึกษาที่น่าสนใจควบคู่ไปกับผลการศึกษาแบบ Meta-analysis ที่เกี่ยวกับความรุนแรง โดยจะทำการแบ่งชนิดของการศึกษาเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ การศึกษาในลักษณะของการทดลอง และการศึกษาแบบสำรวจ

ตัวอย่างการศึกษาในลักษณะการทดลอง (Randomized experiments)
               การศึกษาของ Josephson (1987)5 ได้ทำการทดลองในเด็กผู้ชาย 396 คน อายุ 7-9 ปี โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ดูภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงก่อนการเล่นฮอคกี้ ส่วนอีกกลุ่มให้ดูภาพยนตร์ที่ไม่มีความรุนแรง จากนั้นจึงให้เด็กทั้งสองกลุ่มเล่นฮอคกี้ด้วยกัน โดยจะมีผู้สังเกตเป็นผู้ให้คะแนน (ซึ่งไม่รู้ว่าเด็กคนไหนมาจากกลุ่มไหน) โดยจะทำการจดบันทึกจำนวนครั้งที่เด็กแต่ละคนทำความรุนแรงในระหว่างเกมส์  โดยความรุนแรงที่จะถูกบันทึกคะแนน ได้แก่ การตบ ต่อย ศอก เข่า ดึงผม กระแทกให้ล้ม และอื่น ๆ (ที่ผิดกติกาในการเล่นฮอคกี้) ผลการศึกษาพบว่าเด็กกลุ่มที่ได้ดูภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงจะได้คะแนนความรุนแรงสูงกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าการดูภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมทำร้ายร่างกาย โดยมี effect size ในระดับปานกลาง ( r= .25, p< .05)
               โดยจากการทดลองหลายการศึกษา นอกจากจะพบว่าการได้รับสื่อที่มีความรุนแรงสามารถเพิ่มความก้าวร้าว (aggression) ได้ ยังพบว่าสื่อเหล่านี้ยังเพิ่มความชาชิน (tolerance) อีกด้วย โดย Malamuth (1981)6 ได้ทำการทดลองในนักศึกษา 271 คน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะได้ดูภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงทางเพศ (Violent sexual films โดยมีสองเรื่องได้แก่ Swept Away หรือ The Gateway) ส่วนกลุ่มควบคุมจะได้ดูภาพยนตร์ที่ไม่มีความรุนแรง (เรื่อง A man and a Women หรือ Hooper) โดยหลังจากชมภาพยนตร์ 3-7 วัน จึงให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมินเรื่องการกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิง (Acceptance of interpersonal violence against women) ซึ่งผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้ชายที่ดูภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงจะยอมรับการกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงได้มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังมีระดับความเชื่อผิด ๆ ต่อการข่มขืนมากกว่ากลุ่มควบคุมแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
               บทสรุปจาก Meta-analysis ในการศึกษาแบบ randomized experiments ของ Paik and Comstock (1994)6 ที่ทำการวิเคราะห์จากการศึกษา 217 ชิ้นพบว่า สื่อที่มีความรุนแรงมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมรุนแรง โดยมีค่า effect size ในระดับปานกลาง ( r=.38) จึงทำให้สามารถสรุปได้ว่า การได้รับสื่อภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ที่มีความรุนแรง สามารถทำให้เด็กและวัยรุ่นมีความคิด อารมณ์และพฤติกรรมที่ก้าวร้าวได้  

ตัวอย่างการศึกษาในรูปแบบการสำรวจ (Survey)
การศึกษาแบบ Cross-sectional surveys         
การศึกษาของ McLeod, Atkin, and Chaffee (1972)7 พบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมก้าวร้าว (เช่น การทะเลาะ การทำร้ายร่างกาย) กับการดูโทรทัศน์ที่มีความรุนแรง ในเด็กระดับมัธยม โดยความสัมพันธ์มีนัยสำคัญทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยมีระดับความสัมพันธ์ (correlations) อยู่ระหว่าง ( r=.17-.28)
               Meta-analysis ใน cross-sectional surveys ของ Pail and Comstock’s (1994)4 พบว่าสื่อภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่มีความรุนแรงมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (r=.19) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ยิ่งดูสื่อที่มีความรุนแรงบ่อยเท่าไหร่ยิ่งพบพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังพบอีกว่าระดับความสัมพันธ์ในเด็กประถมจะสูงกว่าในวัยรุ่นระดับมัธยม
การศึกษาแบบ Longitudinal surveys
การศึกษาของ Eron (1972)8 ได้ทำการศึกษาในเด็กอายุ 8 ปีจำนวน 856 คนในนิวยอร์ค โดยได้ทำการศึกษาติดตามไปสิบปี พบว่า เด็กผู้ชายที่ได้ดูสื่อที่มีความรุนแรงตอนอายุ 8 ขวบ จะมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในอีกสิบปีถัดมา (r = .31, p= 0.01) โดยพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในการศึกษานี้ได้แก่ทั้งด้านวาจาและการทำร้ายร่างกาย โดยจากการศึกษานี้สรุปได้ว่า การได้รับสื่อที่มีความรุนแรงในวัยเด็ก สามารถที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในช่วงวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้นได้
               Meta-analysis ใน longitudinal surveys โดย Anderson and Bushman (2002)4 ได้ทำการทบทวนการศึกษา 42 ชิ้นพบว่า สื่อที่รุนแรงมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมรุนแรงในระยะยาว ด้วย effect size ระดับปานกลาง (r=.17) จากผลการศึกษาแบบ longitudinal สรุปได้ว่า การได้รับสื่อที่มีความรุนแรงมาก ๆ ในวัยเด็ก สามารถก่อให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงได้ในระยะยาว

สื่อภาพยนตร์ก่อให้เกิดความรุนแรงได้อย่างไร ?2, 3, 4, 9

1. พฤติกรรมเลียนแบบ (Modeling/Imitation) เป็นที่ทราบกันว่าการเลียนแบบเป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ แต่เพราะอะไรเราถึงเกิดการเลียนแบบขึ้น
1.1เลียนแบบเพราะยังไม่สามารถแยกแยะได้ ในเด็กอายุน้อยนั้นยังไม่สามารถแยกโลกในความจริงออกจากจินตนาการได้ การกระทำของเด็กส่วนใหญ่จึงมักจะเกิดจากการเลียนแบบและทำตามสิ่งที่พบเห็นแทบทั้งสิ้น รวมทั้งจากสื่อต่างๆ มีการศึกษาพบว่าแม้แต่เด็กอายุ 1 ปี ที่เปิดโทรทัศน์ให้ดู ก็มีพฤติกรรมตอบสนองกับตัวละครในโทรทัศน์เหมือนกับที่ตอบสนองกับคนจริงๆ2,3
1.2 เลียนแบบเพราะ mirror neuron นอกจากนี้ยังพบว่าพฤติกรรมเลียนแบบนี้เกิดจากเซลล์สมองที่เรียกว่า mirror neuron ซึ่งอยู่ในสมองส่วน inferior prefrontal cortexและ inferior parietal cortex ของมนุษย์เรา เซลล์สมอง mirror neuronนี้เป็นตัวที่ทำให้มนุษย์ทำพฤติกรรมเลียนแบบผู้อื่น โดยเมื่อเรามองคนอื่นหรือภาพยนตร์ทำสิ่งใด mirror neuronของเราก็จะทำงานในแบบเดียวกับที่สมองของคนนั้นทำงานด้วย เช่น เรามองคนเตะกระป๋อง สมองของเราก็ทำงานเสมือนเราเตะกระป๋องนั้นเองด้วย เรามองคนร้องไห้ สมองเราก็จะทำงานเหมือนเรากำลังร้องไห้ ซึ่งจะส่งผลไปกระตุ้นอารมณ์เศร้าของเราตามมา ในแง่ดีนั้นmirror neuronก็ช่วยให้เราสามารถเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น(empathy)เพราะสมองเราก็ทำงานเสมือนมันเกิดขึ้นกับเราเองด้วย แต่ในแง่ของการเกิดความรุนแรงแล้ว การที่เราดูฉากรุนแรงซ้ำ สมองเราก็ทำงานเสมือนเราทำความรุนแรงนั้นซ้ำๆ เช่นกัน  ในการศึกษาพบว่าเมื่อเด็กดูรายการโทรทัศน์ที่มีความรุนแรง mirror neuronในสมองของเด็กคนนั้นจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน และเด็กจะมีพฤติกรรมไปในเชิงก้าวร้าวรุนแรงขึ้นหลังจากดูรายการนั้นด้วย3

2. สร้างความหมายใหม่ของความรุนแรง (Observational learning)
Observational learning เป็นทฤษฏีที่อธิบายในเรื่องของผลระยะยาวจากความรุนแรงในสื่อ ซึ่งโดยพัฒนาการตามปกตินั้น เด็กจะสร้างมุมมอง ความคิดรวบยอดของตัวเอง จากข้อมูลที่ผ่านเข้ามาและสิ่งที่ได้พบเห็น เมื่อเด็กและวัยรุ่นใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับสื่อมาก ซึ่งในบางคนอาจใช้เวลากับโทรทัศน์ เกม และอินเตอร์เน็ทมากกว่าเวลาที่ใช้กับผู้ปกครองหรือโรงเรียนด้วยซ้ำ สื่อจึงเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่เด็กจะเรียนรู้โลก รู้จักสังคม รวมถึงเรียนรู้ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร แทนการเรียนรู้จากพ่อแม่และครู  เกิดเป็นการรับรู้ความรุนแรงในความหมายใหม่ ตัวอย่างของการสร้างความหมายใหม่ที่พบได้บ่อย ได้แก่
·       การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ (acceptance of violence) และเป็นวิธีแก้ปัญหาหรือเป็นทางออกที่เหมาะสม เมื่อลองมองถึงภาพยนตร์กลุ่มฮีโร่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Batman, Hulk, Spiderman, James Bond และอื่น ๆ จะเห็นว่าตัวเอกจะเป็นฮีโร่ และได้รับการยกย่องจากการปราบเหล่าร้าย มากกว่าจะถูกลงโทษ ซึ่งแท้จริงแล้ว สิ่งที่ตัวเอกเหล่านี้ทำก็คือความรุนแรง ทำร้ายคน (แม้จะเป็นคนร้าย) ทำลายข้าวของ เช่นกัน
·       หากเหยื่อเป็นคนเลว การลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และการแก้แค้นเป็นสิ่งที่น่าเชิดชู (Justified mean) ภาพยนตร์หลายเรื่องสร้างขึ้นโดยคล้ายกับจะยึดแนวคิดนี้เป็นโครงเรื่อง ทั้งที่ในความเป็นจริง เราต่างก็ทราบกันว่า ไม่ควรใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เราไม่จำเป็นต้องถือมีด หรือควงปืนเดินไปมาเพื่อลงโทษคนเลวเหมือนในภาพยนตร์
·       การกระทำรุนแรงต่อเพศหญิงเป็นเรื่องที่ทำได้ ตัวอย่างที่ดีในประเด็นนี้ คือการที่ละครไทยหลายเรื่องมีฉากพระเอกข่มขืนนางเอก และกลายเป็นคู่รักกันในภายหลัง โดยที่นางเอกก็ไม่ได้คิดแม้แต่จะแจ้งความด้วยซ้ำ

3. ความชาชินที่มากขึ้น (Desensitization/Tolerance)
Desensitization ในที่นี้หมายถึง การที่เรามีความตึงเครียด (หรือความรู้สึกไม่ดี) ลดลงจากการดูสื่อที่มีความรุนแรง หรือหากเรียกง่าย ๆ ก็คือ ”ชิน” มากขึ้น ส่งผลให้เมื่อเราดูสื่อที่มีความรุนแรงนาน ๆ เราจะมีการตอบสนองต่อความรุนแรงลดลงเมื่อเทียบกับตอนแรก  และเมื่อเรามีความ “ชิน” เกิดขึ้น ก็จะมีผลทำให้เรา “เฉย ๆ “ ต่อการพบเห็นหรือกระทำความรุนแรง
นอกจากนี้ความเคยชินยังมีผลทำให้เรามี “ความเห็นอกเห็นใจ” ต่อเหยื่อน้อยลง เช่น บางคนอาจมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้หญิงที่ถูกคนรักทำร้ายน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อดูละครที่มีฉากลักษณะนี้บ่อย ๆ

4. การเพิ่มความรู้สึกตื่นตัวและความยับยั้งชั่งใจลดลง (Arousal/Disinhibition)
               สื่อที่มีความรุนแรงมักจะกระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัวหรือเร้าใจสำหรับเด็กและวัยรุ่นเกือบทุกคน โดยทางสรีระแล้วอาจแสดงออกให้เห็นได้จาก อัตราการเต้นหัวใจที่เพิ่มขึ้น การหายใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น เป็นต้น ในภาวะที่มีการตื่นตัวสูง จะมีผลให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงหรือกำลังมากกว่าปกติ ขณะเดียวกันหลายการศึกษาก็พบว่าสื่อที่มีความรุนแรงยังมีผลให้สมองส่วน Prefrontal cortex ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความยับยั้งชั่งใจทำงานลดลง ซึ่งส่งผลให้มนุษย์สามารถทำความรุนแรงได้ง่ายขึ้นกว่าในภาวะปกติ 

5. การกระตุ้นรูปแบบความคิดเกี่ยวกับความรุนแรง (Priming and automatization of aggressive schematic processing)
            ในปัจจุบัน neuroscientist และ cognitive psychologist พบว่าการทำงานของจิตใจมนุษย์จะมีลักษณะเป็นแบบเครือข่าย โดยมนุษย์จะมีรูปแบบการคิด (schema) บางอย่างเก็บไว้ในความจำซึ่งสามารถถูกกระตุ้นได้โดยสิ่งกระตุ้นบางอย่าง โดยที่คน ๆ นั้นอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ได้ ส่งผลให้สิ่งกระตุ้นบางอย่างอาจจะถูกตีความและกระตุ้นรูปแบบความคิดเกี่ยวกับความรุนแรงออกมาได้ทั้ง ๆ ที่ตัวสิ่งกระตุ้นนั้นก็เป็นเพียงสิ่งของ หรือสถานที่ทั่ว ๆ ไป ตัวอย่างเช่น บางคนเพียงแค่เห็นภาพอาวุธปืน ก็อาจกระตุ้นให้เกิดความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้นมาได้ เป็นต้น



ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อความรุนแรงกับสื่อ2, 4
อายุ      การศึกษาพบว่าอายุมีความสัมพันธ์เชิงลบกับผลของสื่อที่มีต่อกับความรุนแรง กล่าวคือยิ่งเด็กมีอายุน้อยการสัมผัสสื่อที่มีความรุนแรงจะยิ่งมีผลกับเด็กมาก (มีผลมากที่สุดในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี) แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะได้รับผลกระทบจากสื่อน้อยลง
เพศ        ในเรื่องของเพศกลับไม่พบว่าสื่อที่รุนแรงส่งผลถึงการเกิดความรุนแรงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างเพศชายและเพศหญิง
ไอคิว(IQ) จากการศึกษาส่วนใหญ่พบว่าระดับของไอคิว (IQ) ไม่มีความสัมพันธ์กับเรื่องผลของความรุนแรงจากสื่ออย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายความว่าถึงแม้เด็กจะฉลาดก็ยังอาจได้รับผลกระทบจากสื่อที่รุนแรงเช่นกัน
ลักษณะของสื่อ     1.พบว่าสื่อที่มีลักษณะให้ความยุติธรรม (Justification) คือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เช่น คนร้ายเมื่อก่อคดีสุดท้ายก็ถูกจับ สื่อลักษณะนี้จะทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงน้อยกว่าสื่อที่มีลักษณะคนที่ทำชั่วแต่ได้ดี หรือตัวละครมีความสุขกับการทำพฤติกรรมรุนแรงนั้น
                              2.สื่อที่แสดงให้เห็นผลที่ตามมาของความรุนแรง (Consequences of the aggression) มีผลทำให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงที่น้อยกว่าสื่อที่ไม่แสดงให้เห็นผลที่ตามมา เช่น การศึกษาของ Malamuth พบว่าเมื่อให้กลุ่มตัวอย่างดูวิดีโอที่มีฉากข่มขืน โดยกลุ่มหนึ่งจะได้เห็นว่า ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนมีความทุกข์ทรมาน และถูกเหยียดหยามอย่างไร กลุ่มนี้ต่อมาจะไม่ยอมรับพฤติกรรมข่มขืน แต่อีกกลุ่มที่ได้เห็นว่าผู้หญิงที่ถูกข่มขืน ไม่ได้เจ็บปวดอะไรและเหมือนจะมีความพอใจกับการมีเพศสัมพันธ์ จะยอมรับพฤติกรรมข่มขืนได้มากขึ้น
                              3.สื่อยิ่งมีความเหมือนจริงและบรรยายรายละเอียดของการกระทำมากเท่าไหร่มากเท่าไหร่ ความรุนแรงจะยิ่งถูกซึมซับและยอมรับได้มากขึ้น
4. ยิ่งผู้ชมสามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ(interactive) ได้มากเท่าไหร่ ผลของความรุนแรงที่ตามมา
จะยิ่งมากขึ้น  จากการศึกษาเปรียบเด็กที่เล่นวีดีโอเกม(interactive) กับเด็กที่ดูภาพยนตร์(passive)ที่มีความรุนแรงระดับเดียวกัน พบว่าเด็กที่เล่นวีดีโอเกมได้รับผลกระทบมากกว่า
อิทธิพลของผู้ปกครอง        พบว่าหากผู้ปกครองนั่งชมไปด้วยพร้อมกับบุตร และมีการพูดคุยถึงความไม่เหมาะสมของความรุนแรงในสื่อจะสามารถช่วยลดอัตราการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวลงได้ รวมทั้งการจำกัดการเข้าถึงสื่อที่มีความรุนแรงก็ได้ผลเช่นเดียวกัน
              
แนวทางแก้ไข 2, 3, 4
               แนวทางแก้ไขที่จากการศึกษาทบทวนพบว่า น่าจะได้ผลในการลดความรุนแรงที่เกิดจากสื่อดังนี้
สำหรับผู้ปกครอง
1.เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์ แต่ควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนมากกว่า
2. เด็กโตไม่ควรให้ดูโทรทัศน์ เกินวันละ 2 ชั่วโมง และควรดูเฉพาะรายการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพเท่านั้น
3. ส่งเสริมให้ทำกิจกรรมอื่นๆแทน เช่น เล่นกีฬา งานอดิเรก อ่านหนังสืออ่านเล่น
4. ไม่ควรให้มีสื่อต่างๆไว้ในห้องนอน เพราะส่งผลให้เพิ่มเวลาการใช้สื่อมากขึ้น ให้วางไว้เป็นส่วนกลาง และเป็นกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว
5.ไม่เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ทั้งวัน และไม่เปิดโทรทัศน์ขณะทานอาหาร
6.ดูโทรทัศน์และใช้โปรแกรมต่างๆร่วมกับเด็ก ถือเป็นโอกาสในการเข้าถึงความคิดของเด็ก และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน สอนว่าพฤติกรรมใดไม่เหมาะสมและพฤติกรรมใดที่ควรทำ
7.ติดโปรแกรมคัดกรองสื่อในคอมพิวเตอร์ เลือกเกมส์ ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับอายุเด็ก
8.มีกฏในการใช้สื่อที่ชัดเจน และปฏิบัติตามนั้นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดการใช้สื่อที่มากเกินไปได้
9.เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกในการใช้สื่อต่างๆ
สำหรับแพทย์
1.ให้ความรู้ผู้ปกครองตามคำแนะนำข้างต้น  เน้นการจำกัดการใช้สื่อในเด็กให้เหมาะสม และการเป็นแบบอย่างที่ดี
2.สนับสนุนการผลิตสื่อที่เหมาะสมกับเด็ก เช่น ไม่สร้างให้ผู้ที่ทำความรุนแรงได้รับการชื่นชม ส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยวิธีที่เหมาะสมโดยไม่ใช้ความรุนแรง ในเกมไม่ควรมีการทำร้ายสิ่งมีชีวิต เป็นต้น
3. สนับสนุนให้ภาครัฐมีการจัดเรทติ้งสื่อที่สมเหตุสมผล มีการจำกัดการเข้าถึงสื่อให้เหมาะสมกับอายุเด็ก
สำหรับโรงเรียน
1.สอนให้เด็กและผู้ปกครองทราบถึงผลกระทบของสื่อที่มีต่อตัวเอง
2.สอนให้เด็กรู้จักพิจารณาเลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม ในแง่เป็นการป้องกันตัวเองด้านสุขภาพ ซึ่งจะช่วยลดพฤติกรรมรุนแรงในเด็กลงได้
3.เลือกสื่อในการเรียนการสอนที่เหมาะสม

เอกสารอ้างอิง
1.         Sartorius N, Gaebel W. Lopez-Ibor JJ, Maj M. Psychiatry in Society. 1st ed. Chichester: John Wiley & Sons Ltd. 2002.
2.        From the American Academy of Pediatrics: Policy statement--Media violence. Pediatrics. 2009 Nov;124(5):1495–503.
3.         Brooks J. THE PROCESS OF PARENTING. 7THed. New York: The McGraw-Hill Companies; 2008
4.         Anderson CA, Berkowitz L, Donnerstein E, Huesmann LR, Johnson JD, Linz D, et.al. The influence of media violence on youth. Psychological science in the public interest. 2003; 4: 81-110.
5.         Josephson WL. Television violence and children’s aggression: Testing the priming, social script, and disinhibition predictions. Journal of Personality and Social Psychology. 1987; 53: 882–890.
6.         Malamuth NM and Check JVP. The effects of mass media exposure on acceptance of violence against women: A field experiment. Journal of Research in Personality. 1981; 15: 436-446.
7.         McLeod JM, Atkin CK, Chaffee SH. Adolescents, parents, and television use: Adolescent self-report measures from Maryland and Wisconsin samples. In G.A. Comstock & E.A. Rubinstein (Eds.), Television and social behavior: A technical report to the Surgeon General’s Scientific
Advisory Committee on Television and Social Behavior: Vol. 3. Television and adolescent aggressiveness (DHEW Publication No. HSM 72-9058, pp. 173–238). Washington, DC, 1972: U.S. Government Printing Office
8.         Eron LD, Huesmann LR, Lefkowitz MM, Walder LO. Does television violence cause aggression? American Psychologist. 1972; 27: 253–263.
9.          Sadock BJ, Sadock VA. Kaplan and Sadock’s synopsis of psychiatry. 10th ed. Philadelphia: Wolter Kluwer/Lippincott Williams & Wilkins; 2007